หลังจากแนะนำมาสคอต "Asamiya" ไปในเอนทรี่แรก..
ก็มีความรู้สึกว่า ชุดที่ใส่นั่นดูจะออกแนว เสื้อเกราะหรือ จอมเวทย์ขาลุยมากไปหน่อย
ซึ่งขัดกะ อุปนิสัย ของตัวละครที่ตั้งใจให้เป็น
ดังนั้น ก็เลยเป็นที่มาของภาพนี้
จ่าน จ๊าน (แต่น แต๊น สำเนียงญี่ปุ่น)
(กรุณาคลิ๊กที่ภาพเพื่อดูขนาดเต็ม เนื่องจากขนาดจริงใหญ่กว่ามาก)
 
ชิ้นงาน
เป็น CG แนวนี้ ชิ้นแรก (มาอีกละ) ที่ไม่ตัดเส้น, ปกติ จะเป็นคนติดตัดเส้นคับ
เพราะผมเป็นคนชอบสีโทนจืดๆ พอไม่ตัด อะไรๆ ก็ดูชืดไปหมด
(ไม่ตัดเส้น จะเหมือน ออกจากบ้านโดยไม่หวีผม ขาดความมั่นใจมาก) 
แต่เอาน่ะ อยากได้ แบบนุ่มๆ ก็ต้องลดความแข็งกร้าวของเส้นขอบลง
ก็เลยออกมาเป็นงานคนละสไตล์กับ ชิ้นแรกสุดอย่างเห็นได้ชัด
 
จุดที่ทำแล้วรู้สึก เสียเวลาโดยใช่เหตุไปมากคือ ลายลูกไม้สีขาวบนชุดคับ
คือ ซูม 300 เท่า แล้วเขียนทีละดอก... กว่าจะเสร็จล่อไป 4 ชมกว่า..
(ถือว่าเยอะมากครับ เพราะปกติ เป็นคนเขียนลายลูกไม้บ่อย เขียนได้เร็วอยู่แล้วด้วย)
 
แต่โดยรวม ถึงจะกินเวลานานหลายวันในการทำ แต่ก็ รู้สึกว่า ฝีมือพัฒนาขึ้นมาเยอะเลย
 (ไม่รู้คิดไปเองปล่าวนะ เหะเหะ)
 
ขอขอบคุณ
 Zese ที่สอนเทคนิคหลายๆอย่างให้ ได้ประสบการณ์ดีกว่า ตีมอนเก็บเวลเองเยอะ (ฮา)
Animuz, Kaskia, Enfer ที่ช่วยให้คำแนะนำในหลายๆเรื่อง
 
สุดท้ายขอบคุณทุกคนที่เข้ามา คอมเม้นค๊าบ
 
~また~
 
 
เชื่อว่าแทบทุกคนที่ชื่นชอบการวาด หรือ อ่านการ์ตูน คงจะคุ้นเคยกับคำว่า "โอตาคุ" เป็นอย่างดี...
แต่หากจะถามความหมายจริงๆ หลายๆคนคงจะใช้ความรู้สึกตัวเองตัดสินมากกว่า
ถ้าเช่นนั้นแล้ว "โอตาคุ" มีที่มาที่ไปอย่างไร
 (หมายเหตุ: เนื้อหาข้อมูลแปลมาจาก เว็บภาษาญี่ปุ่น Wikipedia Japan
หากมีชื่อเรียกหรือเนื้อหาที่ผิดพลาดประการใด ยินดีรับฟังทุกคำแนะนำคับ)
 
คำจำกัดความ
おたくとは、趣味に傾倒する人の一つの類型またはその個人を示す言葉である。
"โอตาคุ" เป็นคำที่บ่งชี้ถึงรูปแบบหรือลักษณะของคนประเภทหนึ่งที่ นิยม
คลั่งไคล้ และทุ่มเท ให้กับงานอดิเรกของตน
 
คำๆนี้ปรากฎขึ้นในญี่ปุ่นราวๆปี 1980
ส่วนใหญ่จะถูกใช้กับชายโสดชาวญี่ปุ่นที่มีงานอดิเรกเกี่ยวโยงกับสิ่งที่ถูกตีแผ่หรือแสดงออกมา
อย่าง อนิเมะ, มังกะ, ไอดอล, เกม, คอมพิวเตอร์, รถราง เป็นต้น
 
หากเป็นผู้ชายชาวต่างชาติ หรือผู้หญิง ที่มีงานอดิเรกลักษณะนี้ล่ะก็
ชื่อเรียกของพวกเค้าก็จะกลายเป็น "ชอบ...." หรือ "คลั่งไคล้....." แทนซะส่วนมาก 
แต่ในปัจจุบัน คำๆนี้สามารถใช้กับผู้ชายที่แต่งงานแล้ว, ผู้หญิง
หรือแม้แต่ชาวต่างชาติได้ด้วย (มันพัฒนา สายพันธ์)
นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ก็ยังมีงานอดิเรกที่ออกไปทางสายเทิดทูนบูชา,
หรือแม้แต่งานอดิเรกสายวิทยาศาสตร์ก็มีให้เห็นเช่นกัน
แต่ส่วนใหญ่คนที่ทุ่มเทให้กับงานด้านวิทยาศาสตร์นั้นจะไม่ค่อยถูกเรียกว่า โอตาคุ เท่าไรนัก
 
ที่มาของคำ
มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า คำว่า 「御宅」 Otaku ซึ่งแปลตรงๆว่า "บ้าน (ของท่าน)" นั้น
สื่อถึง คนที่ชอบอยู่แต่ในบ้าน ทำไรสักอย่างหมกมุ่นไม่รู้ล่ะ แต่ชอบอยู่บ้าน
เลยเรียก Otaku ซึ่งมีความหมายว่าบ้านนั่นเอง
 
อีกทฤษฎีที่ไม่ค่อยถูกยอมรับเท่าใดนักคือ ทฤษฎีที่ว่า
คำๆนี้ปรากฎครั้งแรกในผลงานโรบ็อทอนิเมะเรื่องหนึ่ง ที่เริ่มฉายในปี 1982 
โดยตัวเอกใช้คำๆนี้เรียกสรรพนามบุรุษที่สองในการสนทนา
จึงเป็นที่มาของการแพร่หลายการเรียก คู่สนทนาว่า "โอตาคุ" นั่นเอง
 
ดังนั้นคำว่า 「御宅」(Otaku) จึง เรียกได้ว่า ยังเป็นคำที่มีที่มาไม่แน่ชัดนั่นเอง
 
ประเภทของ โอตาคุ
คุณ 中森明夫 (Nakamori Akio) ได้เคยเขียนเรื่องราว 「おたく」の研究  (การวิจัย เกี่ยวกับโอตาคุ) 
เป็นบทความต่อเนื่องในนิตยสารที่ชื่อ 『漫画ブリッコ』(Manga Burikko)
ตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงธันวาคม ปี 1983,
โดยเนื้อหาในคอลัมน์นั้นได้กล่าวถึงลักษะภายนอกของโอตาคุ หรือโดจินชิ
ซึ่งโอตาคุนั้น ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
 
 こだわりの対象に対して、所得や余暇時間のほとんどを費やす「消費性オタク」
1. ใช้เงิน และเวลาแทบทั้งหมดเพื่อสิ่งที่ตนยึดติด
เรียกว่า "Shouhisei Otaku" (โอตาคุสายบริโภค)
 
「自分の趣味を周りに広めたい」「創造活動をしたい」と考える「心理性オタク」
2. คิดสร้างสรรค์ผลงานของตน หรือ อยากตีแผ่งานอดิเรกของตนไปในวงกว้าง
เรียกว่า "Shinrisei Otaku" (โอตาคุสายจิตใจ)
หลายคนคงเริ่มคิดในใจ ว่าตัวเองอยู่สายไหน (ฮา)
 
แล้วคนไหนจึงจะเรียกว่า โอตาคุ ล่ะ
ลองสังเกตจากคำจำกัดความนะคับ "โอตาคุ คือคนที่ทุ่มเทให้กับงานอดิเรก"
หากเราแยกแยะไม่ออกว่า ไหนงานจริงจังไหนงานอดิเรก ล่ะก็
เรามาดูความหมายของคำนี้ประกอบไปด้วย
"งานอดิเรก" มีความหมายอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ
1. เป็นการหาความเพลิดเพลิน ด้วยการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำๆในช่วงเวลาที่ว่าง
โดยที่เวลาว่างคือ เวลาที่อยู่นอกเหนือชั่วโมงทำงาน หรือ นอกเหนือเวลาที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต
2. คือการชื่นชม ดื่มด่ำในความงดงาม ของสิ่งของ หรือก็คือ ชอบการสะสมนั่นเอง
 
 เพราะงั้น จะสังเกตเห็นว่า ถ้าสิ่งที่คุณชอบทำอยู่นั้นอยู่ในจำพวก "จะทำหรือไม่ทำก็ได้ "
ไม่มีผลต่อการที่คุณจะมีความก้าวหน้า หรือมีข้าวกินล่ะก็ เรียกงานอดิเรกคับ
นั่นหมายความว่า ถ้าคุณขลุกกะมันมากๆ นานเข้า คุณก็จะอัพจ๊อบเป็น "โอตาคุ LV1" ไปโดยปริยาย
 
ถาม-ตอบ
ถาม: ถ้าผมชอบดูอนิเมะมากแต่เพื่อนชวนไปนอกบ้านก็ไป งี้ก็ไม่ใช่ โอตาคุ สินะ
ตอบ: คุณคือคนธรรมดาระยะสุดท้ายแล้วครับ
 
ถาม: คนที่ชอบวาดรูป พัฒนาฝีมือมากๆ (อยู่บ้านซะเยอะชวนไปไหนไม่ค่อยจะไป)
จะเรียกว่า "โอตาคุ" หรือไม่ ?
 ตอบ: เราจะเรียกเค้าว่า "โอตาคุ" เมื่อ การวาดรูปนั้น ไม่ใช่ อาชีพ
หรือ ไม่ใช่อาชีพในอนาคตของเค้าคับ
ถึงบางครั้งมันจะสร้างรายได้ให้บ้าง แต่ไม่สามารถใช้ในการดำรงชีพได้จริง ก็จะเรียกว่า "โอตาคุ" นั่นเอง
 จากนั้น ถ้าการวาดรูปเล่นๆเป็นงานอดิเรกของคนๆนั้น เกิดประสานกะพรสวรรค์ที่แฝงภายใน
แล้วดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา
จาก "โอตาคุ" ก็กะ อัพคลาส 2 เป็น "มาเนีย" ครับ
 
คำจำกัดความ
マニア(mania, maniac)とは、
普段から自己の得意とする専門分野に没頭する生活習慣を持つ人物。
"มาเนีย" คือ
ลักษณะของบุคคลที่มีวิถีชีวิตมุ่งมั่นและทุ่มเท ให้กับสาขาวิชาที่ตนมีความชำนาญเป็นอย่างดี
 
 ถึงแม้ว่าบางครั้ง มาเนีย จะขลุกอยู่กับงานอดิเรกที่ ไม่สร้างรายได้
แต่หากงานอดิเรก ของเค้าเป็นงานวิจัย ในเชิงวิชาการ
ที่สัมพันธ์กับอาชีพของเค้าเอง (ทำไปไม่ได้ตังแต่ชอบทำ)
อย่าง นักเคมี ที่ชอบทดลองนั่นนี่ ด้วยความสนใจส่วนตัว ก็จะไม่ถูกเรียกว่า "โอตาคุ"
 ฉะนั้นแล้วจึงมีคนไม่น้อย ที่เรียกตัวเองว่า "มาเนีย" แต่ ปฏิเสธที่จะถูกเรียกว่า "โอตาคุ" นั่นเอง
 
 สรุป
 แท้จริงแล้ว คำว่า "โอตาคุ" มีความหมายใกล้เคียงกับ "นักวิชาการ" และ "มาเนีย" มาก
แต่คำว่า "โอตาคุ" ถูกเหล่านักวิจารณ์ ประเมินว่า "พวกเขามีงานอดิเรก ที่แตกต่างจากงานอดิเรกทั่วไป"
โอตาคุ จึงกลายเป็นคำที่มีความหมายไม่ดีนัก ในสายตาของสังคมปัจจุบัน นั่นเอง
 
ปล. เพื่อนคนญี่ปุ่นที่ออฟฟิต ก็เรียกผมว่า โอตาคุ
ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่า เป็นคำไม่ดีแต่อย่างใดคับ
 ~また~
เนื้อหาเอนทรี่นี้ คิดว่าคงมีหลายๆคนเคยเห็นในบล็อกเดิมของผม
แต่เชื่อว่ากว่า 80% ขี้เกียจอ่าน (ฮา)
งานนี้ก็เลยเอามา แก้ไขใหม่ให้อ่านง่ายขึ้น รวมถึงเพิ่มรูปประกอบด้วย
 
เกริ่นนำนิดนึง...
ชื่อของคนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะใช้อักษรคันจิในการตั้ง
(漢字 คันจิคืออักษรที่คนญี่ปุ่นนำมาจากจีนแต่เปลี่ยนเสียงอ่านนั่นเอง)
นิยมใช้ตั้งแต่ 1-3 ตัว ดังนั้นในส่วนของความหมายส่วนใหญ่ก็จะแยกเป็นตัวๆไป อย่างเช่น
 
陽菜 (はるな) Haruna (ชื่อนี้ติด Top Ranking ในปี 2008)
陽 อักษรตัวหน้านี้มีความหมายว่า แสงแดด, พระอาทิตย์
 菜 อักษรตัวหลังนี้ แปลว่า ผัก
ฮารุนะ ตัวนี้จึงแปลว่า "ผัก และ แสงแดด"

木村 (きむら) Kimura (ชื่อของนักแสดงชายยอดเยี่ยมของญี่ปุ่น)
Ki คือไม้... Mura คือหมู่บ้าน... รวมเป็น.."หมู่บ้านโรงงานผลิตไม้แห่งญี่ปุ่น" (ฟ้าว)
อย่าไปแปลรวมเลย แยกเหอะ เป็น "หมู่บ้าน และ ไม้" น่ะดีละ
 เป็นว่าเข้าใจตามนี้
 
ต่อไปเราไปดู วิธีการตั้งชื่อกันดีกว่า
(ในส่วนนี้ เป็นบทความแปล ถ้ามีตรงไหนแปลผิดพลาดหรือความหมายเพี้ยน ยินดีรับฟังทุกคำแนะนำคับ)
 
 名づけに使える漢字
คันจิที่ใช้ในการตั้งชื่อ
  親であれば誰でも赤ちゃんの名づけにはこだわりたいものです。現在の日本では名づけに使用できる漢字は常用漢字1,945字、人名用漢字778字、旧字体205字の2,928字となっています。また、ひらがな、カタカナ、長音(ー)反復記号(ヽヾ々)が使えます。
หากเป็นพ่อแม่ล่ะก็ ไม่ว่าใครก็อยากจะพิถีพิถันกับการตั้งชื่อลูก,
ปัจจุบันที่ญี่ปุ่นนั้น จะใช้อักษรคันจิสำหรับตั้งชื่อ จากคันจิที่ใช้ในชีวิตประจำวัน 1,945 ตัว,
คันจิสำหรับชื่อคน 778 ตัว, กับอักษรโบราณอีก 205 ตัว รวมเป็น 2,928 ตัว
อีกทั้ง ตัวฮิรางานะ, คาตาคานะ, เส้นแสดงเสียงยาว, เครื่องหมายซ้ำ ก็สามารถใช้ได้ด้วย
 
変わり過 ぎている名前は避ける
หลีกเลี่ยงชื่อที่มีวิธีอ่านมากเกินไป
この中から赤ちゃんの名づけに使われる漢字を選ぶわけですが、漢字の読ませ方は基本的に自由となっています。今でも時々変わった読み方をする子供を見かけた りしますよね。他人が漢字だけを見ても名前を読めない子供が増えてきています。赤ちゃんの名づけに使う漢字を読み方が自由に選べるからと言って、変わり過 ぎている名前や安易な名前は一生付き合っていく名前ですから子供に負担や負い目を感じさせる名前は避けるようにしたいものです。 
จากนั้นก็ทำการเลือกคันจิจากที่กล่าวมาข้างต้น มาใช้ในการตั้งชื่อเด็ก
แต่ว่า วิธีการอ่านคันจินั้น โดยปกติจะอ่านกันอย่างอิสระ
ในปัจจุบัน บางครั้งเราก็จะเห็นชื่อของคนๆเดียวกัน แต่กลับมีวิธีอ่านที่แตกต่างกันออกไป
ทำให้ผู้ที่เห็นเฉพาะตัวคันจิของชื่อเด็กแล้ว ไม่สามารถอ่านได้ มีเพิ่มมากขึ้น
แต่ถึงแม้วิธีอ่าน จะสามารถถูกกำหนดอย่างอิสระก็ตาม
ผู้ตั้งก็ควรจะหลีกเลี่ยงชื่อที่มีวิธีการอ่านมากเกินไป
อีกทั้งชื่อเป็นสิ่งที่ติดตัวไปตลอดชีวิต ชื่อที่ทำให้เด็กรู้สึกถึงการแบกรับ
หรือต้องรับผิดชอบมากเกินไปก็ไม่ควรใช้ เช่นกัน
 
人気名前から選択
เลือกจากชื่อที่ได้รับความนิยม 
赤ちゃんの名づけで困っている人が多くとる方法としては尊敬する偉人やその年に活躍したスポーツ選手の名前をもらう「あやかり名」であったり、「人気名前ラ ンキング」を参考にする方法があります。有名選手やタレントのように華やかな人生を送って欲しいと願って名前を使用する人が多いようです。どのような方法 で赤ちゃんの名づけをしても子供の幸せを願う親の気持ちは変わりませんよね。赤ちゃんの名づけで使用する漢字の意味や姓名判断などはインターネットを利用 すれば簡単に調べることができるようになったのでとても便利です。
อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่หนักใจกับการตั้งชื่อนั้น ส่วนใหญ่ก็จะหันมาใช้ชื่อของ ผู้มีวาสนา
อย่างวีรบุรุษที่เป็นที่เคารพ หรือนักกีฬาที่สร้างผลงานไว้อย่างดีเลิศในปีนั้นๆ
หรือแม้แต่ใช้วิธีอ้างอิงจาก Ranking ชื่อที่ได้รับความนิยมในแต่ละปี มาใช้ในการตั้งชื่อก็สามารถทำได้
และดูเหมือนจะมีคนไม่น้อยที่ใช้ชื่อของนักกีฬาที่มีชื่อเสียง หรือ นักแสดง
โดยเชื่อว่า จะส่งผลให้ชีวิตของบุตรได้รับความเจริญก้าวหน้า
แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ด้วยชื่ออะไร
ความรู้สึกของพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกมีความสุขนั้น ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  (ความหมายของคันจิที่ใช้ในการตั้งชื่อ หรือการทำนายโชคจากชื่อสกุลนั้น
ปัจจุบันหากใช้ อินเตอร์เน็ท ก็สามารถตรวจสอบความหมายได้ เป็นเรื่องที่สะดวกมาก)
 
愛情を持って名づけをしてあげる
ตั้งชื่อด้วยความรู้สึก ด้วยความรัก
赤ちゃんの名づけをする時の注意点としては「読みにくくないか、発音しにくくないか、聞き取りにくくないか」を声に出し読んでみたり、「姓名ともに画数が多 すぎないか」など、実際に紙に書いてみることです。字体の並びで、例えば「田口国昌」など全体に四角囲い漢字を使うのも、バランスが良いとは言えません。 
赤ちゃんの名づけは大変な作業となりますが、自分の子供をどう呼んであげたいのか愛情を持って名づけをしてあげてください。できれば将来「素敵な名前をあ りがとう」と子供に言ってもらえるような愛着ある名前を付けてあげたいものですね。 
จุดที่ควรระวังใน การตั้งชื่อเด็กคือ "อ่านยากไปมั๊ย, ออกเสียงยากไปหรือเปล่า, ฟังเข้าใจยากไหม"
จึงจำเป็นต้องลองออกเสียงดู "จำนวนเส้นนั้นมากไปหรือไม่" เป็นต้น
โดยการลองเขียนดูในกระดาษ เรียงตัวอักษร,
อย่างเช่นชื่อ 田口国昌 ที่ใช้อักษรที่มีสี่เหลี่ยมล้อมรอบทุกตัว
แลดูสวยงาม แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่สามารถพูดได้ว่า ความสมดุลจะดีเสมอไป...
 หากการตั้งชื่อ กลายเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากล่ะก็ ลองให้ชื่อที่แฝงไว้ด้วยความรัก
และอยากจะเรียกลูกของตนเองอย่างไรก็ตั้งแบบนั้นดู
หากเป็นไปได้ ก็คงอยากจะตั้งชื่อที่สร้างความรู้สึกผูกพัน ราวกับจะได้ยินคำพูดจากลูกในอนาคตว่า
"ของคุณสำหรับชื่อที่งดงามนี้" เป็นแน่
  .........
สุดท้าย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการตั้งชื่อ ตัวละครออริเป็นภาษาญี่ปุ่น
ก็ใช้หลักการณ์เดียวกันนี้ได้เช่นกันคับ
.........
ขอบคุณ ดารารับเชิญ ทั้งสามท่านคือ GatheringUrza, Animuz, และ Kaze
(ที่ไม่ได้ไปเชิญ แต่วาดเลย เอิ๊กๆ)
 
คราวหน้า จะแปลบทความน่าสนใจมาอัพอีกนะงับ *-*/
また~ 

มิยะ ไดอารี่ 01~宮の日記01~

posted on 04 Oct 2009 18:48 by -asamiya-
เอนทรี่นี้ เป็นบันทึกเกี่ยวกะผมและน้องๆใน Wakez
โดยใช้ตัวละครมาสคอตของแต่ละคน มาถ่ายทอดเหตุการณ์จริงด้วยการ์ตูน 4 ช่อง
มี 4 ตอนก็จับมารวมยอดเยย (สำหรับคนที่เคยอ่านแล้ว จะเม้นอีกก็ไม่ว่านะ *-*)
 ในกลุ่มมี 5 คน แต่วาดได้แค่ 4 เพราะบอกตรงๆว่า ได้คุยกะ Enfer น้อยมากถึงมากที่สุด
(อีกทั้งเป็นคนเดียวที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเลย)
........
ว่าแล้วลำดับตอนเรียงตามอาวุโส (ฮาวคนแรกเนาะ)
หลายครั้งที่เจอ ฮาว (Animuz) ใน MSN แล้วมักจะถูกทำหน้างอนใส่ (ด้วยอีโม) ฮาวจะไม่พูดไม่จา ทำหน้างอนอยู่พักหนึ่ง จนผมเองต้องมานั่งคิดแล้วคิดอีกว่า (ตูทำอารายผิดป่าวหว่า...) ... ภายหลังจึงรู้ว่า ฮาว แกล้งผมเล่นน่ะเอง (คนแก่คิดมากสินะ... อึน)  
 
หนอน (DreamWorm) เป็นผู้หญิงคนแรกที่ผมรู้จัก แล้วเล่นเกมแนว FPS (First Person Shooting) ได้ดี ไม่สิ ต้องเรียกว่าเล่นเก่งเลยแหล่ะ โดยเฉพาะ สไนเปอร์ ไม่อยากส่องสู้กะหนอนเลยพับผ่าสิ (ใครอยากรู้ฝีมือก็ลองชวนไปส่องกะเจ้าตัวดูได้นะ อิอิ)
 
ผมเคยชวน นิโอจัง (Kaskia) เล่น ปังย่า แต่ช่วงนั้น ทุกคนในกลุ่ม Wakez ต่างชวนให้ผมเล่น SDO (Super Dance Online) ซึ่งผมไม่มีตัว Client Program (จะดาวโหลดก็ขนาดใหญ่เอาเรื่อง) หลังจากได้รับคำแนะนำจาก ฮาว (Animuz) ให้กรอกลงทะเบียนขอแผ่นจากทาง Winner ก็ได้รับแผ่นราวๆ สัปดาห์เศษๆต่อมา แต่... ตอนนั้นดูทุกคนจะเริ่มปันใจ ไปออกรอบในปังย่ากันซะแล้ว..   
 
มิมุ (Zese) มักจะทักทายทาง MSN ด้วยอีโม (เพนกวิ้นเกลือกกลิ้ง) เสมอ ซึ่งดูแล้วก็ดูน่ารักดี แต่ก็เคยแอบคิดเหมือนกันว่า ถ้าเจอหน้ากันจริงๆแล้วลงไปกลิ้งทักทายคงจะเลอะเทอะไม่น้อยเลยทีเดียว 
 
คราวหน้าจะเขียนบันทึก 4 ช่องถึง สมาชิกวังแดงมั่ง อิอิ
(วาดไม่กัว กัวมุขแป๊กอ่ะ) ขอไปเก็บข้อมูลก่อนนะหุหุ
 
また~
เปิดบ้านใหม่อะจ๊าก
สืบเนื่องจากการที่ผมได้ลองเล่นบล็อกของญี่ปุ่นอยู่ช่วง
(บล็อกเค้าใช้ง่ายมากอ่ะ ไม่ต้องวุ่นวายกะโค๊ดเลย
สามารถปรับแต่งรายละเอียดได้ดี แค่นิ้วคลิ๊กดึ๋งๆ)
แต่...
ไม่มีคนรู้จักคับ...
เหมือนไปอยู่ในโลกต่างมิติ (อัพไรขึ้นไปไม่มีคนรู้ ต้องคอยเอาลิงค์มาแจกชาวบ้าน)
สุดท้ายก็เลยตัดสินใจ ย้ายบ้านมานี่ครับ เพื่อความสะดวกในการแอดเฟฟ
หรือการคอมเม้นต่างๆ ก็คงค่อยๆถ่ายโอน เอนทรี่จากบล็อกนู้นมานี่
(มันก็มีอยู่แค่ ไม่กี่เอนทรี่อ่ะนะ)
 
บล็อกผมก็จะเน้นอยู่ 2 เรื่องครับคือ
บทความแปลจากภาษาญี่ปุ่น
ก็จะพยายามแปลเรืองราวที่น่าสนใจต่างๆ มาลงเรื่อยๆ
แล้วก็ถ้าอารมณ์ขึ้นของขึ้น ก็จะมีการ์ตูน มาให้ได้ชมกัน (ฮา)
ว่าแล้วเอนทรี่แรกก็เป็นพิธี ขอแนะนำมาสคอตอีกรอบ 
(คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูขนาดเต็ม สำหรับคนที่เปิดด้วย Browser IE ภาพจะแตกๆงิ) 
 
ที่มา..
เดิม Asamiya (麻宮) เป็นชื่อของตัวละครจากเกม KOF (The King of Fighter)
ซึ่งเป็นซีรี่ย์ที่ผมชอบมากเมื่อสมัยก่อน ก็เลยใช้ชื่อนี้มาตลอด เป็นสิบปี =[ ]="
และเนื่องจากแยกออกจากชื่อนี้ไม่ได้เสียแล้ว ผมก็เลยสร้าง Asamiya ในรูปแบบของตัวเองขึ้น
(ลายกระจุยกระจายอย่างที่เห็น) เพื่อให้เป็นมาสคอตของตัวเองจริงๆ เพียงแต่
ยังคงชื่อ Asamiya ไว้ (คนชื่อซ้ำกันมีเยอะแยะน่ะ)
สรุปแล้วก็เป็น Asamiya อย่างที่เห็นน่อ ^^"/

ชิ้นงาน..
ปกติวาดการ์ตูนขาวดำมาตลอด แต่โดนแสงสีตระการตาของเหล่า Wakez แล้วอยากทำม่าง
(งานนี้เลยเรียกได้ว่าเป็น CG ชิ้นแรกที่ทำเสร็จเลยก็ว่าได้  ปกติครึ่งๆกลางๆมาตลอด)
ภาพนี้ใช้เวลาลงสี 2 วัน =[ ]=" (ท่าทางต้องศึกษาเทคนิคอีกมาก)
แต่โดยส่วนตัวแล้ว เป็นงานที่ชอบมากเลยทีเดียว

แนะนำตัวละคร
ชื่อตัวละครมาสคอต: Asamiya (อะซามิยะ) เรียกสั้นๆว่า มิยะ

ประวัติคร่าวๆ: มิยะ เป็นบุตรีของมหาเทพีแห่งการรักษาบนสรวงสวรรค์ ที่ครั้งหนึ่งนึกสนุกลงมาเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์แล้วเกิดมีความรักจนให้ กำเนิด มิยะ ขึ้น, มิยะ จึงเป็นมนุษย์กึ่งเทพ มีร่างกายที่ไม่มีวันแก่ และมีความสามารถในการรักษาโรคด้วยพลังจิต แต่เพราะมีเลือดของมนุษย์กึ่งหนึ่ง จึงไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศ หรือแม้แต่ล่องหนทะลุสสารอื่นๆได้ อีกทั้งไม่มีความสามารถในการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย

ลักษณะนิสัย: มิยะ สืบทอดคุณลักษณะจากแม่ของเธอเกือบจะ 100% จึงมีนิสัยสุภาพอ่อนโยน พูดจาเป็นมิตรเสมอ ที่สำคัญ มิยะ จะรักษาผู้บาดเจ็บทุกคนทีมาหาเธอไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทพ หรือแม้แต่ ปิศาจก็ตาม, ความสามารถในการรักษานั้น สามารถใช้ได้กับทุกสิ่ง แม้แต่พืช หรือผลไม้ที่เน่าแล้ว เมื่อถึงมือเธอ ก็จะกลับมาสดใหม่ได้อีก มิยะ จึงมีความสามารถในการทำอาหารเกือบทุกประเภทได้ดี (เพราะมันสดสะอาดทุกอย่างนี่แหล่ะ) เวลาส่วนใหญ่ของเธอคือการทำขนม เพราะมิยะ ชอบที่จะเห็นรอยยิ้มของทุกคนที่ได้ทานขนมของเธอนั่นเอง

また~
(แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้างับ)

edit @ 1 Oct 2009 16:14:00 by asamiya